เรียนรู้การเงิน

อายุ 30, 40, และ 50 ปี ควรมีเงินเก็บเท่าไรถึงจะเพียงพอต่อการเกษียณ
อัพเดทวันที่ 19 พ.ย. 2563

       หนึ่งในเป้าหมายในการเก็บเงินของลูกจ้างทั่วๆไปรวมถึงมนุษย์เงินเดือนนั้นก็คงจะหนีไม่พ้นเป้าหมายในการเก็บออมเพื่อยามเกษียณ เพราะในวันหนึ่งเมื่อเรามีอายุครบตามกำหนดในการสิ้นสุดระยะเวลาทำงาน เช่น เกษียณเมื่ออายุครบ 60 ปี หน่วยงานต่างๆที่เราทำงานอยู่จะปลดเราจากการจ้างงาน ซึ่งรายได้จากการทำงานไม่ว่าจะเป็น ค่าจ้าง เงินเดือน หรือโบนัสนั้นก็จะไม่มีอีกต่อไป

อย่างไรก็ตามหลังจากที่ทุกคนเกษียณอายุการทำงานแล้ว อย่าลืมว่าเรายังคงต้องมีชีวิตอยู่ต่อไปในโลกนี้อีกหลายปี ข้อมูลจากองค์การสหประชาชาตินั้นได้ประเมินว่าในปี 2020 อายุเฉลี่ยของชาวไทยนั้นอยู่ที่ 77.19 ปี และในอีก 30 ปีข้างหน้า อายุเฉลี่ยจะเพิ่มขึ้นเป็น 82.36 ปี นั่นหมายความว่าหากเราเกษียณตอนอายุ 60 ปี ก็มีแนวโน้มว่าเราจะต้องใช้ชีวิตอยู่อีกประมาณ 20 ปี ซึ่งเป็นช่วงเวลาดังกล่าวเราจะไม่มีรายได้จากการทำงาน แต่ทุกคนยังมีค่าใช้จ่ายในการดำรงชีวิตอยู่ และสิ่งที่เราจะต้องเตรียมพร้อมให้เรามีชีวิตในอีก 20 ปีนั้นก็คือ “เงินเก็บเอาไว้ใช้ในยามเกษียณ” หากเราต้องการคำนวณว่า ในอายุของเราในปัจจุบันนั้นเราควรเก็บเงินเท่าไหร่ เพื่อให้เพียงพอต่อยามเกษียณ สามารถคำนวณได้ดังนี้

1. คำนวณเงินเก็บเป้าหมายที่จะต้องใช้ในยามเกษียณ

สิ่งแรกที่เราจะต้องคำนวณคือ ค่าใช้จ่ายที่เราจะต้องใช้ทั้งหมดในยามเกษียณ ไม่ว่าจะเป็น ค่ากินอยู่ ค่าเดินทาง ค่าดูแลสุขภาพ ค่าใช้จ่ายในการท่องเที่ยว และค่าใช้จ่ายที่เราจะต้องเตรียมไว้ให้ลูกหลาน ทั้งนี้ค่าใช้จ่ายต่างๆที่จะเกิดขึ้นในอนาคตนั้น ต้องไม่ลืมว่าจะต้องมีการคำนวณอัตราเงินเฟ้อในอนาคตรวมเอาไว้ด้วย

ตารางข้างล่างนี้เป็นกรณีตัวอย่าง หากเราต้องการเก็บเงินเอาไว้ใช้ในยามเกษียณเดือนละ 30,000 บาท โดยกำหนดอัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยที่ 1% ต่อปี โดยคำนวณในช่วงละ 5 ปี ในแต่ละช่วงอายุ จะต้องมีเก็บเงินในยามเกษียณดังนี้

  • กลุ่มอายุ 30 ปี จะต้องเตรียมเงิน 10,472,566.80 บาท เพื่อวันเกษียณในอีก 30 ปี
  • กลุ่มอายุ 40 ปี จะต้องเตรียมเงิน 9,480,732.60 บาท เพื่อวันเกษียณในอีก 20 ปี
  • กลุ่มอายุ 50 ปี จะต้องเตรียมเงิน 8,582,783.40 บาท  เพื่อวันเกษียณในอีก 10 ปี

2. ตรวจสอบว่าเงินเก็บของเราในปัจจุบันสามารถทำให้เราไปถึงเป้าหมายได้หรือไม่

หลังจากที่เราได้คำนวณจำนวนเงินเป้าหมายที่ต้องใช้ในยามเกษียณแล้ว ลองมาคำนวณว่า เงินเก็บที่เราควรมีต่อเดือนเพื่อสะสมไปจนถึงวันเกษียณนั้นต้องมีเท่าไร และในช่วงเวลาที่ผ่านมานั้น เราเก็บได้ตามเป้าหมายแล้วหรือยัง

ตารางข้างล่างนี้จะเป็นตัวอย่าง โดยมีสมมติฐานว่า หากเราเรียนจบตอนอายุ 22 มีเวลาเก็บเงินตามเป้าหมายจำนวน 38 ปี การเก็บเงินดังกล่าวนั้นได้ผลตอบแทนใกล้เคียงกับจำนวนเงินฝากประจำที่ 1% ต่อปี และเวลาที่ผ่านมาแล้วของแต่ละช่วงอายุนั้น ควรจะเก็บเงินให้ได้เท่าไหร่ ซึ่งสรุปได้ดังนี้

  • ในช่วงอายุ 30 ปี ควรจะมีเงินเก็บจำนวน 1,886,933.38 บาท
  • ในช่วงอายุอายุ 40 ปี ควรจะมีเงินเก็บจำนวน 4,044,822.31 บาท
  • ในช่วงอายุอายุ 50 ปี ควรจะมีเงินเก็บจำนวน 5,999,206.1 บาท

แต่ถ้าหากเราพิจารณาจากตารางนี้แล้ว จะเห็นได้ว่า มีความเป็นไปได้ยาก เนื่องจากคนที่อยู่ในวันทำงานอายุ 30 ปี หากจะต้องมีเงินเก็บต่อเดือนถึง 18,888 บาท อาจจะต้องเป็นพนักงานประจำที่มีเงินเดือน 40,000 - 50,000 บาทขึ้นไปตั้งแต่เรียนจบตอนอายุ 22 ปี เพราะฉะนั้นแล้วการออมเงินผ่านบัญชีเงินฝากธนาคารที่อัตราผลตอบแทน 1% มีความเป็นไปได้ยากที่จะเก็บเงินเอาไว้ใช้ในยามเกษียณ

3. วางแผนเก็บเงินในรูปแบบใหม่เพื่อสร้างความมั่งคั่งในยามเกษียณ

เราควรมีเงินเก็บเท่าไรเพื่อให้เพียงพอในยามเกษียณ ในปัจจุบันนั้นจึงควรนำอัตราผลตอบแทนที่คาดหวังตามความเสี่ยง มาพิจารณาเพิ่มด้วย ซึ่งวิธีการคิดนี้จะทำให้เราสามารถวางแผนได้เหมาะสมกับความเป็นจริงของชีวิตในการเก็บเงินมากขึ้น

ตารางข้างล่างนี้จะเป็นตัวอย่างของ เงินที่เราควรจะมีในปัจจุบันภายใต้ผลตอบแทนที่คาดหวังในอัตราเฉลี่ย 1%, 3%, 5% และ 8% ต่อปีไปจนถึงวันเกษียณ ดังนี้

ในอายุ 30 ปี เงินเก็บที่ควรมี มีดังนี้

  • หากสามารถสร้างผลตอบแทนเฉลี่ย 1% ควรมีเงินเก็บอย่างน้อย 1,886,993 บาท
  • หากสามารถสร้างผลตอบแทนเฉลี่ย  3% ควรมีเงินเก็บอย่างน้อย 1,336,573 บาท
  • หากสามารถสร้างผลตอบแทนเฉลี่ย  5% ควรมีเงินเก็บอย่างน้อย 907,779 บาท
  • หากสามารถสร้างผลตอบแทนเฉลี่ย  8% ควรมีเงินเก็บอย่างน้อย 474,564 บาท

ในอายุ 40 ปี เงินเก็บที่ควรมี มีดังนี้

  • หากสามารถสร้างผลตอบแทนเฉลี่ย 1% ควรมีเงินเก็บอย่างน้อย 4,044,822 บาท
  • หากสามารถสร้างผลตอบแทนเฉลี่ย  3% ควรมีเงินเก็บอย่างน้อย 3,193,382 บาท
  • หากสามารถสร้างผลตอบแทนเฉลี่ย  5% ควรมีเงินเก็บอย่างน้อย 2,437,081บาท
  • หากสามารถสร้างผลตอบแทนเฉลี่ย  8% ควรมีเงินเก็บอย่างน้อย 1,540,596 บาท

ในอายุ 50 ปี เงินเก็บที่ควรมี มีดังนี้

  • หากสามารถสร้างผลตอบแทนเฉลี่ย 1% ควรมีเงินเก็บอย่างน้อย 5,999,206 บาท
  • หากสามารถสร้างผลตอบแทนเฉลี่ย  3% ควรมีเงินเก็บอย่างน้อย 7,384,560 บาท
  • หากสามารถสร้างผลตอบแทนเฉลี่ย  5% ควรมีเงินเก็บอย่างน้อย 4,625,532 บาท
  • หากสามารถสร้างผลตอบแทนเฉลี่ย  8% ควรมีเงินเก็บอย่างน้อย 3,627,080 บาท

หลักการนี้จะทำให้เราสามารถไปสู่เป้าหมายการออมเพื่อยามเกษียณด้วยการลดจำนวนเงินที่จะต้องออมต่อเดือน จากการเพิ่มความเสี่ยงการลงทุนในทรัพย์สินที่ให้อัตราผลตอบแทนที่คาดหวังสูงขึ้น

โดยสรุปแล้ว จากคำถามที่ว่า เราควรมีเงินเท่าไหร่ในช่วงอายุ 30 - 40 - 50 นั้น คำตอบอยู่ที่เรานำเงินไปออมหรือลงทุนที่ไหน ในกรณีเงินฝากอาจจะต้องมีเงินออมในปัจจุบันที่มากเพราะผลตอบแทนน้อย แต่หากนำเงินไปลงทุนในทรัพย์สินที่มีความเสี่ยงสูงขึ้น เช่น หุ้น กองทุนรวม ก็อาจใช้เงินเก็บที่น้อยลงได้เพราะในอนาคตผลตอบแทนที่ได้มานั้นจะสร้างมูลค่าเพิ่มให้ไปสู่เป้าหมายในยามเกษียณได้เช่นกัน

หากต้องการเก็บเงินเกษียณด้วยจำนวนเงินที่ไม่มากต่อเดือน แต่สามารถสร้างผลตอบแทนให้ถึงเป้าหมายได้ เลือกออมกับเงินฝาก Krungthai ZERO TAX MAX เลือกระยะเวลาฝากได้ 3 ระยะเวลาฝาก :  24 เดือน, 36 เดือน, 48 เดือน

หรือสนใจลงทุนในกองทุน กองทุนเปิดกรุงไทยมั่งคั่ง (ชนิดสะสมมูลค่า) (KTMUNG-A)
กองทุนเปิดกรุงไทยมีทรัพย์ (ชนิดสะสมมูลค่า) (KTMEE-A)
กองทุนเปิดกรุงไทยศรีสิริ (ชนิดสะสมมูลค่า) (KTSRI-A)
กองทุนเปิดกรุงไทยสุขใจ (ชนิดสะสมมูลค่า) (KTSUK-A)

ผู้ลงทุนต้องทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยง ก่อนการตัดสินใจลงทุน ขอรับข้อมูลเพิ่มเติมหรือหนังสือชี้ชวนได้ที่ธนาคารกรุงไทย ทุกสาขา


ข้อมูล Life Expectancy Data Source: United Nations - World Population Prospects