เรียนรู้การเงิน

เกษียณสุขยุค New Normal: เทรนด์ชีวิตวิถีใหม่ของวัยเกษียณเจเนอเรชันล็อคดาวน์
อัพเดทวันที่ 23 ก.ย. 2563

       ในเดือนตุลาคมของทุกปี ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในชีวิตการทำงานของใครหลายคน เพราะกำลังจะก้าวสู่ “วัยเกษียณ” อย่างเต็มตัว แต่ดูเหมือนปีนี้จะแตกต่างจากปีก่อนๆ ตรงที่บริบทการใช้ชีวิตหลังเกษียณอาจแตกต่างไปจากที่เคยวาดภาพไว้ อันเนื่องมาจากผลกระทบของ COVID-19 ที่นอกจากจะส่งผลต่อฐานะการเงินแล้ว ยังผลักดันให้เกิดการดำเนินชีวิตในวิถีใหม่ๆ หรือ “New Normal” ด้วย ดังนั้น เพื่อปูทางไปสู่การเกษียณอย่างมีความสุขในยุค New Normal ศูนย์วิจัย Krungthai COMPASS ธนาคารกรุงไทย จึงขอหยิบยก 3 ประเด็นสำคัญมานำเสนอสำหรับเป็นแนวทางในการปรับตัว ดังนี้

1. สังคมไร้เงินสดจะไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป

       แม้เทรนด์การทำธุรกรรมทางการเงินผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ (e-Payment และ Internet & Mobile Banking) ดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง ควบคู่กับการเติบโตของธุรกิจ e-Commerce แต่การแพร่ระบาดของ COVID-19 ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ผลักให้เทรนด์นี้เร่งตัวขึ้นอย่างมาก โดยข้อมูลสถิติ ณ เม.ย. 2020 ชี้ว่าปริมาณการทำธุรกรรมผ่าน PromptPay พุ่งขึ้น 100% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน นอกจากนั้น ภาครัฐก็มีแนวโน้มที่จะดำเนินนโยบายต่างๆ ผ่าน Digital Platform มากขึ้น เช่น โครงการ “เราเที่ยวด้วยกัน” ผ่านแอปฯ “เป๋าตัง” สิ่งเหล่านี้ล้วนสะท้อนภาพการเคลื่อนเข้าสู่สังคมไร้เงินสด (Cashless Society) ที่เข้มข้นมากขึ้นทุกขณะ ดังนั้นผู้ที่จะเกษียณอายุทุกท่านก็ควรที่จะเรียนรู้และใช้ประโยชน์จากการทำธุรกรรมการเงินผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์เหล่านี้

2. Smart Healthcare จะกลายเป็นมิติใหม่ของการดูแลและรักษาสุขภาพ

       “การไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐ” เป็นคำพูดที่ยังคงเป็นจริงเสมอ และจะยิ่งรู้ซึ้งมากขึ้นก็ต่อเมื่อเราอายุเพิ่มมากขึ้น ท่ามกลางความเสี่ยงโรคระบาดต่างๆ ดังนั้น การเฝ้าดูแลสุขภาพและการเข้าถึงบริการทางการแพทย์ที่มีประสิทธิภาพ จึงกลายเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง ขณะที่วิวัฒนาการด้าน Healthcare ที่มีแนวโน้มจะก้าวล้ำไปอีกมากจากการผนวกเทคโนโลยีใหม่ๆ เช่น 5G และ IoT ที่จะนำไปสู่การแพทย์อัจฉริยะ (Smart Healthcare) อาทิ การนำอุปกรณ์ติดตามอัจฉริยะ (Wearable medical devices) เชื่อมต่อเข้ากับแอปพลิเคชัน ทำให้แพทย์สามารถติดตามอาการและวินิจฉัยโรคได้ทุกที่ทุกเวลา นอกจากนั้นยังมีระบบการแพทย์ทางไกล (Telemedicine) สำหรับใช้ทำการรักษาระยะไกล หรือพูดคุยสื่อสารระหว่างผู้ป่วยและบุคลากรทางการแพทย์เช่นเดียวกับระบบ Video conference และการปูพื้นฐานไปสู่การเป็นโรงพยาบาลอัจฉริยะ (Smart Hospital) ที่ใช้ระบบอิเล็กทรอนิกส์เชื่อมโยงกับ Digital Platform ในทุกมิติเพื่อเพิ่มคุณภาพในการรักษาและการให้บริการ เป็นต้น

3. กลยุทธ์ “ดาวกระจาย” คือคำตอบสำคัญในยุคดอกเบี้ยต่ำและมีความไม่แน่นอนสูง

       จะเกิดอะไรขึ้นหากเมื่อต้นปีคุณนำเงินเก็บ 1 ล้านบาท ไปซื้อหุ้น? คำตอบคือ เม็ดเงินที่ลงทุนใน SET Index
อาจหายไปมากถึง 15.38% (ณ 11 ส.ค. 2020) และถ้าหากคุณนำเงินไปฝากไว้ที่บัญชีเงินฝากออมทรัพย์ ณ ตอนนี้ คุณจะได้รับดอกเบี้ยต่อปีไม่ถึง 1% ซึ่งเป็นอัตราต่ำสุดในประวัติการณ์ และคาดว่าจะทรงตัวในระดับต่ำไปอีกสักระยะ แล้วอย่างนี้แผนเกษียณสุขที่เคยวางไว้จะกระทบกระเทือนหรือไม่? ควรทำอย่างไรดี? แม้คำตอบของประเด็นนี้จะมีมากมายและขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย แต่หนึ่งในกลยุทธ์สำคัญที่ต้องคำนึงถึงในการวางแผนทางการเงิน คือ กลยุทธ์ “ดาวกระจาย” หรือการกระจายเงินลงทุนไปสู่สินทรัพย์หลากหลายประเภท เพื่อแสวงหาโอกาสทางผลตอบแทนที่สูงขึ้น และลดความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนสูง อาทิ การลงทุนในกองทุนรวมอย่างกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) ที่มีผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุนทำหน้าที่บริหารจัดการเงินกองทุนได้อย่างมืออาชีพ เป็นต้น