เรื่องเด่น

“เทคนิคบริหารเงิน 6 โหล” จุดเริ่มต้นเส้นทางเศรษฐี

อัพเดทวันที่ 29 ต.ค. 2563

อยากเป็นเศรษฐีต้องทำอย่างไร? คำถามคาใจของคนที่ฝันอยากมีอิสรภาพทางการเงินในทุก ๆ ด้าน ทั้งการจับจ่ายใช้สอยตามที่ต้องการ และเหลือเงินไปต่อยอดเพื่อความมั่งคั่งในอนาคต หากยังไม่รู้ว่าต้องเริ่มต้นยังไงแล้วล่ะก็ เราขอแนะนำ “เทคนิคบริหารเงินแบบ 6 โหล” ที่จะช่วยให้คุณจัดการเงินทุกบาททุกสตางค์อย่างชาญฉลาด แค่ฟังอาจจะดูธรรมดาทั่วไป แต่ถ้าได้รู้จักคุณจะรู้ว่านี่คือก้าวเล็ก ๆ ที่สำคัญสู่การเป็นเศรษฐีเลยทีเดียว

เทคนิคการบริหารเงินแบบ 6 โหลมีที่มาจาก T Harv Eker นักพูด นักคิด และผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินการลงทุนชื่อดัง เจ้าของผลงานหนังสือ Secrets of the Millionaire Mind ได้เปรียบเทียบวิธีจัดการเงินในแต่ละเดือนออกเป็นโหล 6 ใบตามสัดส่วนที่เหมาะสม ดังนี้

1. ค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน 55%

โหลใบแรกที่ใหญ่ที่สุด ครอบคลุมทั้งค่าใช้จ่ายที่จำเป็นในชีวิตประจำวัน เช่น ค่าอาหาร ค่าเดินทาง ค่าน้ำมัน ค่าโทรศัพท์ ค่าที่พัก ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าซื้อสินค้าอุปโภคหรือของใช้ภายในบ้าน รวมถึงหนี้สินต่าง ๆ เช่น ค่าผ่อนบ้าน/คอนโด ค่าผ่อนรถ ค่างวดบัตรเครดิต เป็นต้น แม้จะเป็นสัดส่วนที่มากที่สุด แต่ถ้าไม่คำนวณให้ดี หรือใช้จ่ายอย่างไม่ระมัดระวัง เงินจากโหลใบนี้อาจล้นจนต้องนำเงินจากโหลอื่นมาใช้ก็เป็นได้ 

2. ค่าใช้จ่ายเพื่อเป็นรางวัลให้ตัวเอง 10%

ถือว่าโหลใบนี้ดีต่อใจสุด ๆ เพราะทำงานเหนื่อยตลอดทั้งเดือน ได้รับเงินเดือนมาทั้งทีก็ขอให้รางวัลตัวเองสักหน่อย ไม่ว่าจะเป็นการซื้อของที่อยากได้มานาน เช่น โทรศัพท์มือถือรุ่นใหม่ล่าสุด เสื้อผ้า เครื่องประดับแบรนด์เนม เครื่องสำอาง ของตกแต่งบ้าน อุปกรณ์งานฝีมือและงานอดิเรกต่าง ๆ หรือซื้อประสบการณ์ล้ำค่าที่อาจเกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวในชีวิต เช่น ทริปท่องเที่ยวสุดพิเศษ บัตรคอนเสิร์ตศิลปินคนโปรด มื้ออาหารสุดหรู เป็นต้น หลายคนอาจจะมองว่าไม่จำเป็น แต่เชื่อหรือไม่ว่า เงินจำนวนนี้ได้สร้างความสุขให้เรามากกว่าที่คิด แถมช่วยเติมพลังให้พร้อมทำงานและใช้ชีวิตในวันต่อไปได้อีกด้วย

3. ค่าใช้จ่ายเพื่อการศึกษาและพัฒนาตนเอง 10%

เพราะความรู้ที่เรามีในปัจจุบันอาจไม่เพียงพออีกต่อไป คนทำงานหลายคนจึงต้องพัฒนาทักษะ Hard Skill และ Soft Skill กันอยู่เสมอ รวมถึงการอบรม สัมมนา เข้าคอร์สสุดพิเศษกับวิทยากรชั้นนำ หรือซื้อหนังสือที่มีเนื้อหาน่าสนใจ เงินโหลนี้จึงมีความจำเป็นมาก ซึ่งบอกเลยว่าไม่สูญเปล่าแน่นอน เพราะความรู้จะอยู่กับเราไปตลอดชีวิต และใช้ต่อยอดสร้างอาชีพสร้างรายได้ที่ 2 ที่ 3 ถ้าหากประสบความสำเร็จอาจกลายเป็นรายได้หลักเลยก็ได้

4. เงินเก็บเพื่อการออมในระยะยาว 10%

เมื่อเริ่มต้นทำงานและมีรายได้ สิ่งสำคัญคือการจัดสรรเงินออม ซึ่งโหลใบนี้มีสัดส่วนอยู่ที่ 10% ของรายได้ทั้งหมด สำหรับใครที่เป็นพนักงานประจำ เมื่อได้รับเงินเดือนมาอาจใช้วิธีโอนเข้าบัญชีเงินเก็บที่แยกจากบัญชีค่าใช้จ่ายโดยอัตโนมัติก่อนที่จะนำเงินไปใช้ ถือเป็นการออมในระยะกลางถึงยาว เพื่อซื้อสินทรัพย์ชิ้นใหญ่ เช่น บ้าน/คอนโด รถยนต์ รวมถึงเป็นเงินสำรองฉุกเฉิน ในกรณีเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันก็หยิบเงินก้อนนี้มาใช้ได้ทันที การจะเก็บเงินใส่โหลนี้ได้ต้องอาศัยวินัยสูงมาก และห้ามผัดวันประกันพรุ่งเด็ดขาด

5. เงินเก็บเพื่อการลงทุน 10%

เมื่อจัดสรรเงินออมได้ลงตัวแล้ว มาโฟกัสที่การลงทุนกันบ้าง ซึ่งในปัจจุบันมีวิธีการลงทุนที่หลากหลาย ตอบโจทย์ทุกความต้องการของนักลงทุน เช่น เงินฝากดอกเบี้ยสูง ตราสารหนี้ หุ้น ประกันชีวิตเพื่อลดหย่อนภาษี กองทุนรวม กองทุนเพื่อการเลี้ยงชีพวัยเกษียณ (RMF) หรือสินทรัพย์ทางเลือกอย่างทองคำ อสังหาริมทรัพย์ ฯลฯ แถมตอนนี้ก็ใช้เงินเริ่มต้นลงทุนน้อยลง ทำให้มือใหม่หรือผู้ที่เริ่มทำงานเข้ามาลงทุนกันมากขึ้น แต่ก่อนลงทุนควรศึกษาข้อมูลรอบด้านอย่างละเอียด เลือกลงทุนตามเป้าหมาย และความเสี่ยงที่รับไหวจะดีที่สุด

6. แบ่งปันให้ผู้อื่น 5%

5 โหลที่ผ่านมาเป็นการบริหารเงินเพื่อตัวเอง มาปิดท้ายโหลสุดท้ายด้วยการนำรายได้ 5% มาแบ่งปันให้ผู้อื่น ไม่ว่าจะเป็นการซื้อของขวัญเนื่องจากในวันสำคัญให้กับคนที่เรารัก เลี้ยงอาหารมื้อใหญ่ให้ครอบครัว หรือทำบุญและบริจาคแก่องค์กรการกุศลต่าง ๆ เป็นต้น

เป็นอย่างไรกันบ้างสำหรับเทคนิคการบริหารเงินด้วยโหล 6 ใบที่เรานำมาฝากกันในวันนี้ ซึ่งไม่ว่าคุณจะใช้วิธีการจัดสรรรายได้ของตนเองแบบไหน หากขาดวินัยและความสม่ำเสมอก็คงไม่เกิดประโยชน์อะไร และสิ่งสำคัญที่สุดคือการเริ่มต้น คิดแล้วต้องเริ่มลงมือทันที ค่อย ๆ เก็บเล็กผสมน้อยไปเรื่อย ๆ อย่างต่อเนื่อง เราเชื่อว่าเส้นทางเศรษฐีของคุณอยู่ใกล้แค่เอื้อมแน่นอน

ขอขอบคุณข้อมูลจาก http://6jars.com/