เรียนรู้การเงิน

หุ้นพื้นฐานดีต้องดูจากอะไร?
อัพเดทวันที่ 19 พ.ย. 2563

ว่ากันว่าตลาดหุ้นคือแหล่งน้ำขนาดใหญ่ในการแสวงหาผลตอบแทนของทั้งนักลงทุนและนักเก็งกำไร บางคนเจอหุ้นที่สามารถทำผลตอบแทนได้สูงกว่า 100% ภายในระยะเวลาไม่ถึงปี ในขณะที่บางคนเข้ามาไม่นานก็สูญเสียเงินลงทุนทั้งก้อนไปกับการลงทุนที่ผิดพลาด

ภาพของตลาดหุ้นเป็นแบบนั้น...เป็นได้ทั้งแหล่งขุมทรัพย์สำหรับนักลงทุนที่มีความพยายามมากพอ และเป็นบ่อนการพนันสำหรับนักลงทุนที่ไม่รู้อะไรเลย แท้จริงแล้วตลาดหุ้นคือศูนย์กลางในการซื้อขายตราสารการเงินหลากหลายชนิด โดยส่วนใหญ่สินค้าที่ถูกซื้อขายอยู่ในตลาดหุ้นจะเป็น หุ้นสามัญที่ให้สิทธิความเป็นเจ้าของในบริษัทมหาชนต่างๆทั้งขนาดใหญ่ กลาง และเล็ก ถ้านับเฉพาะตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ก็มากกว่า 600 บริษัทแล้ว ซึ่งหุ้นแต่ละตัวจะให้ผลตอบแทนเป็นส่วนแบ่งกำไรที่เรียกว่า “เงินปันผล” และผลตอบแทนที่เกิดจากส่วนต่างราคาบนกระดานซื้อขายที่เรียกว่า “Capital Gain” โดยเงินปันผลจะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับความสามารถในการทำกำไรของบริษัท และราคาตลาดสูงขึ้นหรือน้อยลงจะขึ้นอยู่กับปริมาณความต้องการซื้อขายในแต่ละช่วงเวลา

แน่นอนว่าหุ้นที่ดีของนักลงทุนแต่ละคนไม่เหมือนกัน บางคนชอบหุ้นที่ให้เงินปันผลเยอะๆ บางคนชอบให้หุ้นที่ซื้อทำราคาขึ้นไปสูงๆ บางคนก็ชอบทั้งสองแบบ แต่ไม่ว่าจะชอบแบบไหน นักลงทุนทุกคนก็จะแสวงหา “หุ้นพื้นฐานดี” เพื่อมั่นใจได้ว่าหุ้นที่ซื้อจะให้ผลตอบแทนที่ดีคุ้มค่ากับความเสี่ยงที่มีอยู่จำกัดได้ และโดยส่วนใหญ่ หุ้นพื้นฐานดีจะมีคุณสมบัติสำคัญ ดังนี้

1. มีผลประกอบการที่เติบโตอย่างมั่นคงในระยะยาว

บริษัทที่ทำผลประกอบการได้เติบโตอย่างสม่ำเสมอในอดีต 5-10 ปีย้อนหลัง มีแนวโน้วจะทำกำไรได้เติบโตอย่างต่อเนื่อง แม้จะอยู่ในสภาวะเศรษฐกิจย่ำแย่ก็ตาม เพราะการลงทุนในหุ้นก็เหมือนการเข้าไปเป็นเจ้าของบริษัท เจ้าของบริษัททุกคนย่อมอยากเห็นธุรกิจเติบโตเป็นเรื่องธรรมดา นักลงทุนสามารถฝากความหวังไว้กับหุ้นที่ทำผลประกอบการดีต่อเนื่องได้ แต่ก็ต้องคอยติดตามวิธีการดำเนินธุรกิจในปัจจุบัน รวมถึงแผนการในอนาคตอย่างใกล้ชิดด้วย

2. เป็นบริษัทที่มีฐานะทางการเงินแข็งแกร่ง

โครงสร้างทางการเงินเป็นตัวชี้วัดความแข็งแกร่งของบริษัทอย่างหนึ่ง เพราะในยามที่เศรษฐกิจหดตัวหรือมีวิกฤตเกิดขึ้น บริษัทที่ปลอดหนี้และมีหนี้สินน้อยจะมีโอกาสอยู่รอดมากกว่าบริษัทที่มีหนี้สินเยอะ เพราะในเวลาที่ทุกอย่างย่ำแย่ หนี้สินจะกลายเป็นภาระที่ดึงเอาสภาพคล่องของบริษัทออกไป บริษัทที่ทำรายได้ไม่ดีในช่วงวิกฤต แต่โครงสร้างการเงินกลับมีหนี้สินก้อนโตที่ต้องรับผิดชอบจึงดูมีแนวโน้มจะล้มละลายมากกว่า คงไม่มีใครอยากเป็นเจ้าของบริษัทที่ทำกำไรได้ดีในสถานการณ์ปกติ แต่มีแนวโน้มจะล้มละลายเมื่อเกิดวิกฤตเหมือนกัน

3. บริษัทที่มีวิสัยทัศน์ชัดเจนและเป็นผู้นำทางธุรกิจ

นักลงทุนหลายคนชอบความชัดเจน บริษัทที่โฟกัสกับธุรกิจที่ตนเองถนัดและมุ่งมั่นจะเป็นผู้ชนะในอุตสาหกรรมในระยะยาวจะเป็นที่ชื่นชอบของนักลงทุน เพราะการเป็นผู้นำหรือผู้ชนะในตลาดเป็นเรื่องที่สามารถตัดสินได้ว่าในระยะยาวบริษัทจะทำกำไรได้อย่างมั่นคง บริษัทที่เป็นผู้นำสามารถกำหนดราคาขาย กลยุทธ์ในการแข่งขัน ชิงความได้เปรียบมากกว่าคู่แข่งในตลาด

4. บริษัทที่ผู้บริหารมีความสามารถและเชื่อใจได้ในระยะยาว

ในหลายครั้งผู้บริหารของบริษัทมักจะบอกเป้าหมายการเติบโต ทิศทางในอนาคต และให้ข้อมูลเกี่ยวกับกลยุทธ์ในการดำเนินธุรกิจ ซึ่งผู้บริหารที่มีความสามารถจะผลักดันให้บริษัทสร้างผลประกอบการได้เติบโตตามกลยุทธ์ที่วางไว้ มีทีมบริหารที่วางระบบการดำเนินธุรกิจให้อยู่ได้อย่างยั่งยืน รวมถึงมีวิสัยทัศน์ที่สามารถแข่งขันกับธุรกิจอื่นได้อย่างแข็งแกร่ง

ทั้งนี้ ผู้บริหารที่เก่งก็ต้องมีธรรมาภิบาลควบคู่กันด้วย เพราะนักลงทุนเป็นแค่คนที่เข้ามาถือหุ้นส่วนความเป็นเจ้าของ ไม่ใช่แม่ทัพหลักกุมบังเหียนบริษัทลงสนามแข่งขัน การลงทุนหุ้นต้องเชื่อใจผู้บริหารได้ว่าจะนำเงินลงทุนของนักลงทุนทุกคนไปสร้างมูลค่าที่ดีที่สุดได้อย่างโปร่งใส หุ้นที่มีพื้นฐานดีก็ต้องมีผู้บริหารและทีมบริหารที่เก่งและซื่อสัตย์ด้วยเช่นกัน ทั้งนี้หุ้นพื้นฐานดีของนักลงทุนแต่ละคนอาจจะแตกต่างกันและยังต้องการคุณสมบัติอื่นๆอีกมากมาย เพียงแต่คุณสมบัติที่นักลงทุนส่วนใหญ่ใช้ในการเลือกลงทุนต้องมีเรื่องเหล่านี้ประกอบถึงจะเรียกได้ว่าเป็นหุ้นพื้นฐานดี

การทำผลตอบแทนดีในตลาดหุ้นไม่ได้ขึ้นอยู่กับการซื้อหุ้นพื้นฐานดีเพียงอย่างเดียว ยังมีเรื่องของราคาซื้อขายที่คาดหวัง สัดส่วนเงินลงทุน ฯลฯ เพียงแต่หุ้นพื้นฐานดีสามารถช่วยให้นักลงทุนมั่นใจได้ว่าในระยะยาวหุ้นที่ซื้อจะสร้างผลตอบแทนที่น่าพอใจให้กับนักลงทุนได้อย่างมั่นคง