เรียนรู้การเงิน

Work from Home อย่างไรให้ Work Life-Balance มากที่สุด
อัพเดทวันที่ 15 พ.ค. 2563

       การทำงานที่บ้านหรือ work from home กลายเป็นเทรนด์ที่ถูกพูดถึงมากที่สุดหลังจากสถานการณ์ไวรัสโควิด-19 เข้าสู่ระยะวิกฤตซึ่งทุกประเทศทั่วโลกต้องเฝ้าระวังกันอย่างใกล้ชิด ความน่ากลัวของเจ้าไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ตัวนี้คือ มันมีความสามารถในการแพร่กระจายเชื้อ-ติดต่อจากคนสู่คนได้ง่ายมากๆ มาตรการ ‘social distancing’ หรือการเว้นระยะห่างทางสังคมจึงน่าจะเป็นวิธีการป้องกันการแพร่ระบาดเชื้อที่ดีที่สุด ซึ่งนโยบายการทำงานที่บ้านก็จะช่วยให้สถานการณ์กลับเข้าสู่สภาวะปกติได้ไวขึ้นด้วยนั่นเอง

แม้ว่าการทำงานที่บ้านอาจจะเป็นความฝันของใครหลายๆ คนเพราะไม่ต้องรีบตื่นเช้า แต่งตัว หรือเผื่อเวลารถติดบนท้องถนนหลายชั่วโมง แต่สำหรับบางคนแล้ว การทำงานที่บ้านไปนานๆ อาจกลายเป็น ‘culture shock’ อีกรูปแบบหนึ่ง สำหรับออฟฟิศที่พนักงานไม่เคยทำงานจากที่บ้านมาก่อนก็คงต้องมีการปรับตัวเยอะพอสมควร จากปกติที่คุ้นเคยกับการเจอเพื่อนร่วมงานหลายสิบชีวิต ต้องเปลี่ยนมาเป็นการโฟกัสอยู่กับตัวเองคนเดียว รวมไปถึงสภาพแวดล้อมภายในบ้านที่ไม่เอื้อต่อการทำงานสักเท่าไร ซึ่งทั้งหมดที่ว่ามาก็อาจทำให้ประสิทธิภาพในการทำงานลดลงตามไปด้วย

คำถามสำคัญก็คือ ในช่วงเวลาแบบนี้เราจะมีวิธีจัดการหรือรับมือกับสถานการณ์อย่างไรบ้าง การทำงานที่บ้านจะทำให้ work-life balance แย่ลงรึเปล่า เราจะมีวิธีจัดการกับไลฟ์สไตล์ที่เปลี่ยนไปฉับพลันแบบไหน ทั้งการตื่น กิน นอน ที่อาจจะทำให้งานไม่เดินเท่าที่ควร แล้วคนที่เป็นเอ็กซ์โทรเวิร์ตล่ะจะต้องปรับตัวในช่วงเวลาแบบนี้ด้วยหรือไม่

ทำทุกวันให้เหมือนไปออฟฟิศเสมอ

ตื่นนอน แปรงฟัน ล้างหน้า จากนั้นก็นั่งเปิดแลปท็อปทำงานในชุดนอนต่อทันที ถ้าคุณกำลังมีพฤติกรรมแบบนี้อยู่ขอแนะนำว่าให้ลองเปลี่ยนใหม่ ฟังดูแล้วอาจจะรู้สึกแปลกๆ งงๆ ว่าทำไมทำงานที่บ้านแล้วจะต้องลุกขึ้นมาอาบน้ำแต่งตัวเหมือนไปทำงานที่ออฟฟิศล่ะ แต่จริงๆ แล้วเรื่องเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้มีผลกับความรู้สึกและประสิทธิภาพในการทำงานมากเลยทีเดียว ฉะนั้นเริ่มต้นการทำงานที่บ้านอันดับแรกควรจะเป็นการจัดตารางเวลาทำงานเสียใหม่ วางตารางไว้เลยว่าจะทำงานตั้งแต่กี่โมงถึงกี่โมงเพื่อกำหนดกรอบเวลาเข้าและออกงานให้ชัดเจนเหมือนทำงานที่ออฟฟิศ ในที่นี้รวมถึงเวลาตื่นนอน ทานข้าวเช้า พักกลางวัน เบรคระหว่างวันด้วย

หลังจากจัดตารางเสร็จเรียบร้อยแล้ว การลุกขึ้นมาอาบน้ำ แต่งตัว แต่งหน้า เหมือนกับที่เราเข้าออฟฟิศตามปกติก็จะช่วยสร้างบรรยากาศให้ร่างกายรู้สึกพร้อมรับกับวันทำงานด้วยเหมือนกัน อาจจะไม่ต้องเป็นทางการมากแต่ขอให้เป็นชุด หน้า ผมที่พร้อมออกจากบ้านมากกว่าชุดนอนชิลๆ อยู่บ้าน

จากนั้นก็มาถึงหัวใจสำคัญอย่างการจัดพื้นที่ทำงานอย่างไรให้เรารู้สึกกระปรี้กระเปร่าพร้อมทำงานมากที่สุดแนะนำว่าให้เลือกมุมดีๆ ในบ้านสักที่หนึ่ง ถ้าในบ้านคุณมีสมาชิกที่ต้อง work from home พร้อมกันหลายคนแล้วพื้นที่ห้องนอนไม่เพียงพอ หรือบางท่านอยู่คอนโดทำให้การจัดสรรพื้นที่ลำบาก ให้ลองเลือกมุมสงบๆ แสงดีๆ และที่สำคัญต้องเป็นพื้นที่ที่มีสัญญาณอินเตอร์เน็ตเข้าถึงด้วยนะ จากนั้นลองจัดพื้นที่ตรงนั้นเสียใหม่ด้วยการทำให้เรารู้สึกเสมือนทำงานอยู่ที่ออฟฟิศจริงๆ ทั้งโต๊ะ องศาการวางแลปท็อป และที่สำคัญคือ เก้าอี้ที่นั่งสบายเหมาะสำหรับการทำงานทั้งวัน แน่นอนว่าต้องเป็นโต๊ะและเก้าอี้เท่านั้นไม่ใช่การนั่งทำงานบนเตียงเพราะอย่าลืมว่าเตียงนอนควรจะเป็นพื้นที่พักผ่อน

นอกจากนี้ การตัดสิ่งเร้าอื่นๆ ออกก็จะช่วยให้ประสิทธิภาพการทำงานดีขึ้นด้วย ได้แก่ เตียงนอน สมาร์ททีวี เกมส์ ฯลฯ พูดง่ายๆ คือ ปกติอยู่ออฟฟิศเราเข้มงวดกับตัวเองขนาดไหนก็ให้ทำคล้ายๆ เดิมนั่นแหละ และเมื่อถึงกำหนดเวลาเลิกงานแล้วต้องไม่ลืมที่จะผ่อนคลายตัวเอง ทำกิจกรรมที่ให้ความรู้สึกว่าเราหลุดออกมาจากโลกการทำงานแล้วอย่างสิ้นเชิง ไม่ว่าจะเป็นเล่นโซเชียลมีเดีย คุยกับเพื่อน ฟังเพลง ดูหนัง ดูซีรีส์ หรือถ้าใครที่จัดตารางหลังจากการทำงานไว้ด้วยการทำงานบ้านและธุระอื่นๆ ก็ขอให้เรียงลำดับความสำคัญให้ดีๆ

ราคาที่ต้องจ่ายจากการทำงานที่บ้าน

ดูเหมือนว่าการทำงานที่บ้านจะช่วยประหยัดเงินไปได้บ้าง เพราะได้กินข้าวนอกบ้านและเดินช็อปปิ้งน้อยลง เนื่องจากมาตรการเว้นระยะห่างทางสังคมของภาครัฐ แต่ในความเป็นจริงแล้ว work from home ก็มีค่าใช้จ่ายแฝงที่เพิ่มขึ้นมาเยอะเหมือนกัน ยกตัวอย่างเช่น ค่าไฟที่เพิ่มสูงขึ้นจากการเปิดแอร์และใช้งานแลปท็อปตลอดทั้งวัน หรือกระทั่งการสั่งอาหารเดลิเวอรี่ที่ได้รับความนิยมมากขึ้นเพราะเข้ามาตอบสนองสอดรับกับพฤติกรรมของคนหมู่มาก รวมไปถึงความเครียดจากสถานการณ์วิกฤตเองก็อาจทำให้บางคนใช้จ่ายกับการกินและการช็อปปิ้งมากกว่าเดิม

รายจ่ายอาจจะเท่าเดิมหรือมากขึ้น แต่รายได้ลดลง เนื่องจากบริษัทหลายแห่งที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตครั้งนี้ก็มีนโยบายลดจำนวนวันทำงานและรายได้ต่อเดือนลงด้วย ในสถานการณ์แบบนี้เราจะบริหารการเงินอย่างไรได้บ้าง ซึ่งล่าสุดทางธนาคารกรุงไทยก็ได้ออกมาตรการเร่งด่วนเพื่อช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดร้อนผู้ที่มีรายได้ลดลงจากวิกฤตครั้งนี้ ด้วย

พักชำระหนี้ทั้งเงินต้นและดอกเบี้ย นาน 4 เดือน ลดอัตราดอกเบี้ยลง 0.25% ต่อปี จากสัญญากู้เดิม นาน 4 เดือน สำหรับลูกค้าสินเชื่อบุคคล ภายใต้กำกับ เช่น สินเชื่อ Smart Money สินเชื่ออเนกประสงค์ 5 Plus และ ลูกค้าสินเชื่อบ้าน

ที่วงเงินกู้ไม่เกิน 3 ล้านบาท พักชำระเงินต้น (ชำระเฉพาะดอกเบี้ย) นาน 6 เดือน ลดอัตราดอกเบี้ยลง 0.25% ต่อปี จากสัญญากู้เดิม นาน 6 เดือน สำหรับลูกค้าสินเชื่อบุคคลและสินเชื่อบ้านที่มีเอกสารแสดงรายได้ลดลง อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม

แม้ว่าตอนนี้สถานการณ์ของไวรัสโควิด-19 จะน่าเป็นห่วงอยู่มาก และยังไม่สามารถคาดการณ์ได้ว่าจะจบลงเมื่อไร แต่อย่างน้อยที่สุดการได้ทำงานจากที่บ้านก็ช่วยให้เราได้มีเวลาอยู่กับครอบครัวได้พร้อมหน้าพร้อมตากันมากขึ้น และยังได้ทดลอง work from home ที่จริงจังมากที่สุดครั้งหนึ่งในชีวิตเลยก็ว่าได้